บทคัดย่อ
บทความนี้นำเสนอการทบทวนเครื่องมือที่ใช้ในการคัดกรองและวินิจฉัยภาวะหูชั้นกลางอักเสบในเด็ก และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เครื่องมือที่มี โดยจำแนกระหว่างเทคโนโลยีวินิจฉัยที่ใช้โดยบุคลากรทางการแพทย์—ได้แก่ short-wave infrared (SWIR) otoscopy, optical coherence tomography (OCT) และระบบ video-otoscopy มาตรฐาน ซึ่งมีความไวและความจำเพาะในระดับสูงสำหรับการยืนยัน middle-ear effusion (MEE)—กับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองสามารถใช้ได้ภายใต้การกำกับของเภสัชกรชุมชน เช่น วิดีโอ-ออโตสโคปที่เชื่อมต่อสมาร์ตโฟนร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีบทบาทในฐานะ “อุปกรณ์คัดกรองและติดตามเบื้องต้น” มากกว่าการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย การสังเคราะห์หลักฐานอ้างอิงกรอบคิดแบบ diagnosis-first ที่ให้ความสำคัญกับการยืนยัน MEE และสัญญาณอักเสบของเยื่อแก้วหูก่อนพิจารณาการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในเด็กเล็ก โดยบทความได้นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ประยุกต์ใช้ได้จริงในงานเภสัชกรรมปฐมภูมิและร้านยา อาทิ การคัดกรองเบื้องต้น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแบบไม่ลุกล้ำ การประเมินคุณภาพภาพถ่าย (image-quality checklist) การสื่อสารแบบ watchful waiting การติดตามอาการภายใน 48–72 ชั่วโมง การบรรเทาปวดอย่างเหมาะสม และการกำหนดเกณฑ์ส่งต่อในกรณีภาพไม่ชัดเจนหรือพบสัญญาณอันตราย รวมถึงข้อบ่งชี้ในการพิจารณา tympanometry บทความยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญด้านจริยธรรมและความปลอดภัย เช่น การขอความยินยอม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย การควบคุมการติดเชื้อ และการกำหนดบทบาทของเภสัชกรในฐานะ “ผู้คัดกรอง” ไม่ใช่ “ผู้วินิจฉัย” พร้อมทั้งสรุปข้อจำกัดของหลักฐานปัจจุบัน เช่น ความแปรปรวนของคุณภาพภาพ ทักษะผู้ใช้ ข้อจำกัดด้านการนำไปใช้ในทางปฏิบัติของงานวิจัยเฉพาะทาง และต้นทุนของเทคโนโลยีขั้นสูง ท้ายที่สุด บทความได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาในอนาคต ได้แก่ การทำ external validation หลายศูนย์ในบริบทปฐมภูมิ การพัฒนาอัลกอริทึม AI ที่ทนทานต่อข้อมูลจริง การกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับร้านยา และการศึกษาความคุ้มค่าและการยอมรับของผู้ใช้ เพื่อสนับสนุนการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลและยกระดับบทบาทของเภสัชกรชุมชนในระบบสุขภาพไทย