บทคัดย่อ
คนหูหนวกแต่กำเนิดไม่ได้ยินเสียงในย่านความถี่ 500- 4000 เฮิรตซ์ที่ดังน้อยกว่า 80 เดซิเบล ในขณะที่คนหูตึงได้ยินเสียงเบาที่สุดในย่านความถี่ดังกล่าวที่ความดังมากกว่า 25 เดซิเบล ผู้ป่วยหูหนวกมักถูกเข้าใจผิดว่าพูดไม่ได้หรือเป็นใบ้ อย่างไรก็ตามหากคนหูหนวกได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมจะสามารถสื่อสารได้ด้วยภาษามือ เขียนและอ่านภาษาไทยได้ และในรายที่มีหูข้างที่ยังหลงเหลือการได้ยินหรือใช้เครื่องช่วยฟังในหูข้างที่ตึงหรือฝังประสาทหูเทียมในกรณีที่หูหนวกทั้ง 2 ข้างผู้ที่สูญเสียการได้ยินจะสามารถสื่อสารด้วยการพูดและอ่านริมฝีปากได้หากได้รับการฝึกฝน อย่างไรก็ตามเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์มักสื่อสารกับผู้ป่วยด้วยการพูดหรือเขียนซึ่งทำให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนได้ การใช้ล่ามภาษามือเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ตามการเข้าถึงล่ามภาษามือในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดทั้งจากการขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณที่สนับสนุนบริการ เภสัชกรจึงควรเข้าใจวัฒนธรรมคนหูหนวกเบื้องต้นเพื่อให้สามารถจัดการบริการให้แก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสม เบื้องต้นเภสัชกรควรมีทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยหูหนวก มองผู้ป่วยเป็นมนุษย์เท่ากันและไม่ลดทอนอำนาจการตัดสินใจของผู้ป่วย จัดสภาวะแวดล้อมการจ่ายยาให้มีแสงสว่างเหมาะสมและปราศจากเสียงเบื้องหลังรบกวน สื่อสารกับผู้ป่วยโดยตรงด้วยสรรพนามบุรุษที่สองด้วยวิธีการที่สะดวกแก่ผู้ป่วย (เช่น ใช้ล่ามภาษามือ อ่าน-เขียน หรือพูด-อ่านริมฝีปาก) ควบคุมสีหน้าและอวัจนภาษาระหว่างการสื่อสารเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ส่งเสริมการอ่านริมปีปากด้วยการมองหน้าผู้ป่วยตลอดเวลาที่สนทนา พูดช้าและทำริมฝีปากชัด ไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือสวมหน้ากากอนามัยที่โปร่งใสบริเวณปาก ไม่ตะโกน เมื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนาให้แจ้งผู้ป่วยอย่างชัดเจน เภสัชกรควรให้เวลาบริบาลผู้ป่วยนานกว่าผู้ป่วยหูดีเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสอบถามและสาธิตวิธีการใช้ยาย้อนกลับ เขียนหรือพิมพ์ฉลากยาด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ เป็นข้อความสั้น ๆ และเน้นข้อความสำคัญด้วยแถบสี ระหว่างการสื่อสารควรใช้ภาษาเรียบง่ายเนื่องจากคนหูหนวกใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง การให้การบริบาลทางเภสัชกรรมในผู้ป่วย
หูหนวกอย่างเข้าใจวัฒนธรรมคนหูหนวกจะช่วยให้ผู้ป่วยเชื่อใจเภสัชกร ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยร่วมมือใช้ยา ยอมรับการรักษา และใช้ยาได้โดยปราศจากความกังวลโดยไม่จำเป็น